การ hard fork คืออะไรมารู้จักกัน ??

การ hard fork คืออะไรมารู้จักกัน ??

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ hardfork คืออะไรมารู้จักกัน ??"

การ hard fork คืออะไรมารู้จักกัน ?? การ fork คือการเปลี่ยนกฏเกณฑ์และการตั้งค่าต่างๆ ในระบบ blockchain ที่มีการตกลงเงื่อนไขต่างๆ ขึ้นมาใหม่และใช้งานในทุกๆ วัน คำว่า fork นี้ก็ เหมือนกับส้อมที่เราใช้กินข้าวอยู่ทุกวัน ลองจินตนาการว่าด้ามที่จับนั้นเป็นระบบหลักและที่ปลายส้อมที่แยกออกมานั้นคือ การ fork ซึ่งข้อมูลจะแยกออกมาเป็นเส้นคู่ขนาน ถ้าหากการปรับเปลี่ยนนั้นไม่เยอะจนมีผลกระทบต่อเส้นข้อมูลหลักจะเรียกว่า soft fork

ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากจนเกิดผลที่ตามมา หรือ การใช้งานที่แตกต่างออกไปจะเรียกว่า hardfork ทั้งนี้ทั้งนั้นระบบใหม่ที่แยกออกมายังคงทำงานกับระบบเก่าได้เป็นอย่างดี และการ hardfork มักจะทำให้เกิดเหรียญใหม่ขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งจุดประสงค์ของการ hardfork ในแต่ละครั้งนั้นก็มีความแตกต่างออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “การแก้ระบบให้ทีประสิทธิภาพมากขึ้น”

การ hard fork ครั้งแรกของ bitcoin

การ hardfolk ของบิทคอยน์เริ่มขึ้งจากการเห็นจุดบกพร่องของระบบ ในช่วงแรกๆที่มีการทำธุรกรรมในระบบไม่มากนัก ระบบของ Bitcoin สามารถทำหน้าที่ได้ค่อนข้างรวดเร็วอย่างไร้ที่ติ แต่เมื่อมันได้รับความนิยมมากขึ้นการทำงานจึงช้าลงเนื่องด้วยขนาดของบล็อกจำกัดอยู่ที่ 1MB ซึ่งผู้ใช้งานเคยรอนานที่สุดถึง 3 วันในการตรวจสอบการโอนถ่ายบิทคอยน์ และวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านี้คือ การจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น เพื่อการตรวจสอบที่รวดเร็วขึ้น

แต่ก็ทำให้ค่าธรรมเนียมสูงมากจนผิดจุดประสงค์หลักของระบบบิทคอยน์ เหตุนี้จึงเกิดการเสนอ hardfork ขึ้นเพื่อแก้ไขจุดอ่อนนี้ 2 ทางคือ Bitcoin Unlimited และ Segregate witness (Segwit) ซึ่งสุดท้าย Bitcoin cash ที่เป็นเหรียญแรกจากการ hardfork เกิดขึ้นจากการรวมสองข้อเสนอนี้เข้าด้วยกัน โดยแนวคิดคือ การขยายบล็อคเป็นขนาด 8 MB และ ข้อมูลทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในบล็อกเชนซึ่งข้อมูลบางส่วนจะสามารถเก็บไว้เป็นไฟล์แยกได้

การ hard fork ครั้งแรกของ ethereum

เกิดการแฮคระบบ Etheruem ขึ้นในปี 2016 จนทำให้มีการสูญเสียประมาน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นจึงเกิดการ hardfork ขึ้นเพื่อแก้ไขระบบป้องกันแฮคเกอร์ โดย ณ ตอนนั้นนักพัฒนาหลักมีทางเลือกให้ผู้ใช้งานอยู่สองทางเลือก คือ การรักษาให้เป็นอย่างธรรมชาติของระบบคือ ประวัติธุรกรรมและ Ledger ต้องไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

หรือ ทำการ hardfork เพื่อทำให้แฮคเกอร์ไม่สามารถเอาเงินไปได้และย้อนการซื้อขายนั้นๆ กลับ การถกเถียงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนระบบแตกออกเป็นสองเส้นคู่ขนานซึ่งระบบที่กลุ่มนักพัฒนาหลักตกลงที่จะใช้กันเรียกว่า “Ethereum” ในขณะที่ระบบเก่าตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ว่า “Ethereum classic” และนี้คือเหรียญจากการ hard fork เหรียญแรกของ Ethereum

เหรียญใหม่ที่เกิดขึ้นแตกต่างจากเหรียญเดิมมากน้อยแค่ไหน

ถึงเหรียญที่ hardfork ออกมานั้นจะมีรากฐานมาจากระบบเดิม แต่จุดประสงค์ในการใช้แต่ละเหรียญนั้นกลับมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งบางเหรียญนั้นมีการใช้งานที่แตกต่างกันโดนสิ้นเชิง หลังจากที่แต่ละเหรียญได้แยกตัวออกไปจะเป็นอย่างไรและมีเหรียญชื่ออะไรบ้างตามมาดูกันเลย

เหรียญใหม่จาก Bitcoin

Bitcoin cash: เหรียญ bitcoin cash เป็นหนึ่งเหรียญยอดนิยมจากการ hard fork ในระบบของ bitcoin โดยความแตกต่างระหว่าง bitcoin cash และ bitcoin คือ การขยาย block size เป็น 8 MB อีกทั้งมีการนำโมเดลของ bitcoin ที่ชื่อว่า segwit ออกและรองรับซอฟต์แวร์หลายๆ ตัวในกรณีที่มีการพัฒนาขึ้นมาใหม่ในอนาคต ซึ่งเรื่องการติดตั้งและเปลี่ยนซอฟแวร์ของ bitcoin จะมีความเป็นหนึ่งเดียวสูงกว่าเนื่องจากต้องประชุมกันหลายรอบกว่าจะได้ข้อสรุป

Bitcoin Gold : การ hard fork ครั้งที่สองของเหรียญ bitcoin เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบ ecosystem ในการขุดเหรียญใหม่โดยมีจุดมุ่งหมายในการทำให้เครื่องขุด ASIC ที่มีพลังการขุดมากไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป และดึงดูดให้คนเข้าระบบในระยะยาวหวังว่าโครงการดังกล่าวจะทำให้ bitcoin หลุดพ้นจากบริษัท ASIC ที่เป็นตลาดผูกขาด ซึ่งจะทำให้ bitcoin กลับมามีความเป็น decentralized อีกครั้ง อีกทั้งยังทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึง bitcoin ได้ง่ายขึ้น

Bitcoin SV : หนึ่งในเหรียญที่แยกตัวออกมาจาก bitcoin cash ที่มีจุดประสงค์โดยการนำคุณค่าและเทคโนโลยีของบิทคอยน์กลับมาใช้ใหม่ โดยมี การสนันสนุนวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของบิทคอยน์ และ การกระจายอำนาจโดยใช้สกุลเงินดิจิทัลเป็นวิธีการชำระเงินและการค้าอย่างจริงจัง และยกระดับขีดความสามรถของเครือข่ายเพราะเหตุนี้ชื่อของของเหรียญจึงมี SV ขึ้นมาซึ่งย่อมาจาก Satoshi Vision

เหรียญใหม่จาก Ethereum

Ethereum classic (ETC): อย่างที่ได้กล่าวไปในก่อนหน้านี้ว่า Ethereum classic นั้นเป็นเหรียญที่นักพัฒนากลุ่มหนึ่งมีความคิดเห็นที่จะยังคงใช้ระบบเดิม โดยที่มีความยึดมั่นว่าประวัติธุรกรรมและ Ledger ไม่ควรที่จะย้อนกลับไปแก้ไขได้ไม่ว่าเหตุผลใดๆ ก็ตาม โดยตัว Etheruem classic นั้นได้ผลิต Emerald software developer kit ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือในการสร้าง Dapps SDK มีส่วนประกอบอื่น ๆ สำหรับนักพัฒนาเช่น UI, Libararies และ Build Tools ซึ่งเหรียญนี้มีจุดประสงค์มุ่งเน้นไปที่อินเทอร์เน็ตและของสิ่งต่างๆ หนึ่งในข้อได้เปรียบของ Ethereum classic คือ ความปลอดภัยที่จะมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการแทรกแทรงในระบบ blockchain นั้นเอง

Ether zero (ETZ): อีกหนึ่งเหรียญจากการ hard fork ของ Ethereum ที่มีจุดมุ่งหมายในการจัดการธุรกรรมกว่า 1000 รายการต่อวินาที ซึ่งเมื่อเทียบกับระบบของ Ethereum ที่ทำได้ 15 รายต่อวินาที จุดมุ่งหมายนี้ยังคงเกิดความสงสัยให้หลายต่อหลายคน โดยลักษณะต่างๆของ Etherzero อ้างอิ้งจาก Etherzero.org คือระบบป้องกันสองระดับ การควบคุมแบบกระจายอำนาจ และ ค่าคอมมิชชั่น 0 % ธุรกรรมทันใจ

จะมีการ hardfork เกิดขึ้นอีกหรือไม่?

ในต้นปี 2019 นี้เพิ่งจะมีข่าวการ hardfork ของระบบ ethereum อีกครั้งที่เรียกกันว่า Constantinople Hard Fork จะมีการเพิ่มและปรับปรุงใหญ่ 2-3 อย่างด้วยกัน ซึ่งเป็นการพัฒนาสมรรถภาพของ Ethereum blockchain รวมถึงรางวัลการขุด ซึ่งการที่นักพัฒนาของ Ethereum ทำการ hardfork บ่อยนั้นก็เพื่ออัพเดทเทคโลยีอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่างไรก็ตามการ hardfork ครั้งนี้ก็มีผลกระทบที่ตามมาคือความไม่เสถียรของระบบ แต่ก็อาจเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น จะมีเหรียญที่ออกมาใหม่ 3 เหรียญคือ Classic Vision, Ethereum Nowa ,Ethereum Constantinople

สรุป

การ hardfork นั้นเมื่อเกิดขึ้นจะเกิดการพัฒนาหรืออัพเกรดระบบบล็อกเชนนั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากมีความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้อยก็จะยังคงใช้เส้นข้อมูลเดิม (soft fork) แต่ถ้าความขัดแย้งมีมากจนแบ่งออกเป็นสองฝ่ายก็จะมีการแตกแขนงเส้นข้อมูลใหม่ (hardfork) ทุกครั้งที่มีการ hard fork ก็จะเกิด เหรียญ หรือซอฟแวร์ใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอและอาจมีผลกระทบไปถึงราคาและความเสถียรของระบบของเหรียญในช่วงเวลานั้น ในอนาคตจะมีการ fork ของเหรียญไหนเป็นเหรียญต่อไปเราคงต้องรอดูกันครับ