CEO ของ MoneyGram ยืนยัน XRP จะมาปฏิวัติการโอนเงินทั่วโลกได้แน่นอน

CEO ของ MoneyGram ยืนยัน XRP จะมาปฏิวัติการโอนเงินทั่วโลกได้แน่นอน

CEO ของ MoneyGram ยืนยัน XRP จะมาปฏิวัติการโอนเงินทั่วโลกได้แน่นอน นาย Alexander Holmes ซึ่งเป็นซีอีโอของ MoneyGram โดยในบทสัมภาษณ์เขาแสดงความคิดเห็นในแง่บวกเกี่ยวกับ Ripple โดยทั้งสองบริษัทนั้นเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันตั้งแต่กลางปี Ripple ได้มีการประกาศไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนว่าพวกเขาได้เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง MoneyGram ซึ่งตามเงื่อนไขของข้อตกลง Ripple จะต้องลงทุนเงินในครั้งแรกเป็นจำนวนทั้งสิ้น 30 ล้านดอลลาร์ให้กับทาง MoneyGram โดยทำการซื้อหุ้นของบริษัทที่ราคา 4.10 ดอลลาร์ต่อหุ้น (หรือประมาณสามเท่าของมูลค่าตลาด) และในอีกสองปีข้างหน้า MoneyGram จะมีตัวเลือกให้ Ripple ได้ลงทุนอีก 20 ล้านดอลลาร์ (ด้วยการซื้อหุ้นของบริษัทที่ 4.10 ดอลลาร์ต่อหุ้นเช่นเดิม) ข่าวข้อตกลงสร้างผลกระทบให้ราคาหุ้นของ MoneyGram ขึ้นไปสูงกว่าเดิม 150 เปอร์เซ็นตั้งแต่เดือนมิถุนายน

นอกจากนั้นแล้วการร่วมมือดังกล่าวส่งผลให้ MoneyGram สามารถเพิ่มวอลุ่มการใช้งานโดยใช่ระบบ On-Demand Liquidity (ODL) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ Ripple ที่เข้ามาช่วยยกระดับสินทรัพย์ XRP ให้สามารถส่งเงินไปทั่วโลกได้ทันทีและสามารถเชื่อถือได้ มีรายงานว่าระบบ ODL ช่วยเพิ่มวอลุ่มการโอนเงินรายวันจากสหรัฐอเมริกาไปยังเม็กซิโกถึง 10 เปอร์เซ็น ในตอนนี้ทาง MoneyGram ก็มีแผนจะพัฒนาระบบ On-Demand Liquidity ไปใช้กับการโอนเงินในเอเชียและ

ในบทสัมภาษณ์กำสำนักข่าว CNN ชิ้นล่าสุดนาย Holmes กล่าวว่าเขาเชื่อมั่นใน Ripple และเทคโนโลยีบล็อคเชนอื่นๆ ในภาพรวมว่าพวกมันจะสามารถปฎิรูปอุตสาหกรรมการโอนเงินโลกได้

“สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Ripple และบล็อคเชนคือมันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนโฉมการโอนเงินโดยใช้ฐานข้อมูล ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากในหลายๆ ทาง แต่อนาคตมันก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ”

“คุณจะสามารถโอนเงินในระยะเวลาสั้นๆ ได้ยังไง? เหมือนที่ Brad Garlinghouse พูดนั้นแหละว่า (ซีอีโอของ Ripple) คุณจะเปลี่ยนโอนธุรกิจของคุณยังไงถ้าคุณมีเพียงตัวกลางที่ไม่อยู่ในสถานะสภาพคล่อง สิ่งนั้นแหละคือสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเกี่ยวกับ Ripple สิ่งนั้นแหละที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีนี้และหนทางที่ผู้สร้างเทคโนโลยีเหล่านั้นกำลังทดลองและนำทางไปนั้นน่าสนใจมาก ผมคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นมีแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำมันและนอกจากนั้นพวกเขายังมีทัศนะที่กว้างไกลและเข้าใจในสิ่งที่พวกเราต้องการเช่นกัน พวกเขาเข้าใจว่าจะต้องลดค่าใช้จ่ายยังไง พัฒนาระบบโอนยังไง พัฒนาศักยภาพและการบริการยังไง ซึ่งพวกเขาไม่ได้ทำเพื่อลูกค้าปัจจุบันแต่ยังทำเพื่อลูกค้าที่จะมาอุดหนุนในอนาคตอีกด้วย”

ผมคิดว่า Ripple และเหรียญ XRP มีนวัตกรรมที่จะทำสิ่งเหล่านั้นได้ พวกเขามีพาร์ทเนอร์ทั่วโลกถึง 300 ราย ในจำนวนนั้นมีทั้งธนาคารและบริษัทบริการการโอนเงินแบบ MoneyGram มากมาย ดังนั้นพวกเขามีศักยภาพที่จะสร้างความเป็นไปได้ที่ไม่มีวันหมดในการสร้างเครือข่ายผ่านช่องทางและความสามารถเหล่านั้น

นาย Holmes กล่าวต่ออีกว่าระบบ On-Demand Liquidity (ODL) ของ Ripple สามารถทำให้บริษัทสามารถดำเนินการภายใต้กฎหมายและหลีกเลี่ยงการถือเหรียญ XRP โดยตรงได้ เขาเล่าว่าเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยในการลดค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าและผู้ถือหุ้นได้

“การจะเก็บเงินจากตลาดต่างๆ ทั่วโลกเพื่อที่จะสร้างการโอนเงินที่รวดเร็วนั้นจำเป็นต้องใช้ต้นทุนมหาศาลและการวางแผนล่วงหน้าอย่างรัดกุมเพื่อที่จะควบคุมการหมุนเวียนของเงิน”

“และถ้าคุณต้องคิดอีกว่าวถาพเงินสกุลต่างๆ นั้นไม่มีความมั่นคงและเต็มไปด้วยความแปรผัน ซึ่งมันเป็นเช่นนั้นจริง อัตราการแกว่งของมูลค่าเงินนั้นขยับไปมาตลอดเวลา ถ้าลูกค้าต้องการโอนเงิน 300 ดอลลาร์จากสหรัฐอเมริกาไปยังเม็กซิโกเราจะกำหนดราคาและล็อคราคาไว้ที่ราคาตอนนั้นเลย แต่ราคาของมันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่เราจะทำการโอนเงินเสร็จได้”

“ดังนั้นถ้าเราสามารถเอาเงิน 300 ดอลลาร์ที่ลูกค้าต้องการจะโอนมาและส่งมันไปถึงจุดหมายได้ภายในทันทีและยังทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายต่อ MoneyGram เท่ากับค่าใช้จ่ายที่กำหนดให้ลูกค้า ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการลดค่าใช้จ่ายและพัฒนาระบบการบริการ นอกจากนั้นค่าใช้จ่ายเหล่านั้นยังช่วยลูกค้าและในฐานะบริษัทสาธารณะพวกเขายังสามารถช่วยพัฒนาระบบมาร์จิ้นและผลประโยชน์ของลูกค้าอีกด้วย”

U.Today หยิบการคาดการณ์ราคา Bitcoin ของ Bloomberg มารายงาน ในช่วงนี้กระแสความเคลือบแคลงใจว่าราคา Bitcoin จะขึ้นเพราะการ Halving ในปีหน้าจริงๆ หรือไม่นั้นกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดทาง Bloomberg สำนักข่าวเศรษฐกิจชื่อดังระดับโลกรายงานว่าเหตุการณ์ Halving อาจจะทำให้เกิดตลาดขาลงครั้งใหญ่ตรงข้ามกับความเชื่อของคนหลายๆ คนที่เชื่อว่ามันจะทำให้ราคา Bitcoin พุ่งมากขึ้นหลายเท่าตัว การ Halving คือการที่ระบบของ Bitcoin จะทำการลดจำนวนเหรียญที่เกิดใหม่ของ Bitcoin ที่เกิดใหม่ในรูปแบบของค่าตอบแทนการขุดครึ่งนึงในแต่ละครั้งทุกๆ 4 ปี ซึ่งการ Halving ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2020

ดูรูปภาพบนทวิตเตอร์

หลักแนวคิด “But the rumor, Sell the news”

“ซื้อข่าวลือ ขายข่าวจริง” เป็นแผนในการลงทุนที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในโลกการเงิน แนวคิดของมันอย่างง่ายๆ คือการที่นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะขายทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่ถ้าเหตุการณ์ใหญ่ที่พวกเขาคาดหวังไว้มากกลับเมื่อเกิดขึ้นจริงแล้วไม่ได้สร้างผลกระทบต่อราคา ตัวอย่างของปรากฏการณ์นี้คือช่วงที่เว็บเทรด Bitcoin Futures อย่าง Bakkt เปิดตัวในเดือนกันยายนแต่ไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีส่งผลให้ราคาของ Bitcoin ไม่ขึ้นตามที่ใครหลายคนทำนายไว้ นักลงทุนหลายคนเทขาย Bitcoin จนเป็นผลให้ราคา Bitcoin ช่วงนั้นซบเซาเป็นครั้งใหญ่

ซึ่งทาง Bloomberg คาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นกับการ Halving ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2020 ได้ โดยการ Halving ครั้งนี้จะลดค่าตอบแทนบล็อคของ Bitcoin จาก 12.5 เหรียญเป็น 6.25 เหรียญ ทาง Bloomberg กล่าวว่าถ้าราคา Bitcoin ไม่สามารถขึ้นหลังจากการ Halving ทันทีได้ นักลงทุนจะเกิดอาการกลัวหมู่และเทขาย Bitcoin จนราคาต่ำลง

“ถ้าปัจจัยที่จะทำให้ราคาขึ้นไม่ส่งผลจริง มันมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความรู้สึกเศร้าและการเทขาย”

ต้องใจเย็น

ประวัติศาสตร์การ Halving ในสองครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าราคา Bitcoin นั้นจะไม่ขึ้นทันทีหลังการ Halving ในการ Halving เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2012 กว่าราคา Bitcoin จะขึ้นไปสู่ราคาสถิติสูงสุดนั้นก็ผ่านไป 4 เดือนหลัง Halving

การ Halving ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2016 นั้นก็ทำให้ราคา Bitcoin อยุ่ในช่วงขาลงระยะสั้น ในตอนนั้นราคา Bitcoin ลงจาก 660 ดอลลาร์ไปเป็น 627 ดอลลาร์ และหลังจากนั้นมันลงไปถึง 460 ดอลลาร์ในต้นเดือนสิงหาคม

ครั้งนั้นกว่าราคาจะกลับมาได้ก็คือช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งหลังจากนั้นมันขึ้นจนกลายเป็นสถติสูงสุดในประวัติการณ์